อยากพิมพ์อีบุ๊กเป็นเล่ม
ตอบ: สำหรับคำตอบสั้นๆ ก็คือ พิมพ์ทีละหน้าสลับไปมาระหว่างด้านหน้า และด้านหลังของกระดาษจนกว่าจะหมดหน้าที่ต้องพิมพ์ แต่ถ้าตอบอย่างนี้มีหวังแฟนๆ ผู้อ่านที่ติดตามคอลัมน์นี้เป็นประจำคงจะไม่พอใจเป็นแน่ คราวนี้เราลองมาดูวิธีที่สะดวกกว่า แต่คำตอบก็ยาวกว่าด้วยก็แล้วกันนะครับ
หลักการก็คือ ให้สั่งพิมพ์หน้าคี่ก่อนจนหมด จากนั้นพลิกหน้ากระดาษ เพื่อพิมพ์หน้าคู่ที่ด้านหลัง ซึ่งง่าย และสะดวกกว่าการพิมพ์ที่ละหน้าอย่างเทียบกันไม่ได้เลย แต่ก่อนที่คุณจะใช้วิธีนี้ แนะนำให้ตรวจสอบกลไกการป้อนกระดาษเข้าไปในหน้ากระดาษให้ดีด้วย เพราะถ้าพลาดไปคุณอาจจะได้หนังสือที่หน้าคี่หัวตั้ง แต่หน้าคู่หัวทิ่ม หรือต้องอ่านหน้าแรกแล้วย้อนไปดูหน้าหลังก่อนที่จะกลับมาหน้าที่สองอีกที และที่แย่ที่สุดคือ มีข้อความสองหน้าบนหน้าเดียว คุณคงไม่อยากให้เป็นเช่นนี้ใช่ไหมครับ เราเตือนคุณแล้วนะ
จากไดอะล็อกบ๊อกซ์ Print ให้พิมพ์หมายเลขหน้าคี่เข้าไปในช่องข้อความ Pages โดยใส่คอมม่าให้กับแต่ละหน้า ยกตัวอย่างเช่น 1,3,5,7…หรือเลือกดรอปดาวน์ลิสต์บ๊อกซ์ Print: ที่อยู่ด้านล่างซ้ายเป็น “Odd Pages”
หลังจากสั่งพิมพ์ด้านหน้าจนเสร็จแล้ว คุณอาจจะต้องจัดเรียงเอกสารที่ได้ก่อนป้อนกลับเข้าไปในเครื่องพิมพ์ โดยพิจารณากลไกการป้อนหน้ากระดาษเข้าเครื่องพิมพ์ก่อนให้มั่นใจว่า มันจะพิมพ์หน้าคู่ออกมาบนหน้าว่าง โดยมีทิศทางของหัวกระดาษเหมือนกัน ประเด็นนี้สำคัญมาก ห้ามพลาด
สำหรับการพิมพ์อีกด้านของหน้ากระดาษ ในไดอะล็อกบ๊อกซ์ Print ในช่องข้อความ Pages ให้พิมพ์หมายเลขหน้าคู่เข้าไป ยกตัวอย่างเช่น 2,4,6,8… หรือเลือก “Even Pages” ในดรอปดาวน์ลิสต์บ๊อกซ์ Print:
เสร็จแล้วสั่งพิมพ์ ถ้าคุณทำทุกอย่างถูกต้องคุณจะได้งานพิมพ์สองหน้าที่ดูน่าอ่านเหมือนหนังสือเล่มจริงๆ เลย ลองทำดูนะครับ
โดย นิตยสารคอมพิวเตอร์.ทูเดย์
พิมพ์หน้า Web Page เป็นภาษาไทยไม่ได้ จะมีแต่ภาษาอังกฤษ
ที่มาอินเทอร์เน็ต
การติดตั้งไดรเวอร์สำหรับเครื่องพิมพ์แบบอิงก์เจ็ต
โดยหลังจากที่เสียบปลั๊ก เปิดเครื่องพิมพ์และต่อสาย USB เข้ากับพอร์ตที่เครื่องคอมพิวเตอร์
รูปที่ 1 หน้าต่างแจ้งให้ติดตั้งไดรเวอร์
เมื่อเปิดเครื่องแล้ว โปรแกรมระบบปฏิบัติ การจะแจ้งว่า Found New Hardware โดยจะมีหน้าต่างโปรแกรมโผล่ขึ้นมา ดังรูปที่ 1
ในการติดตั้งไดรเวอร์สำหรับอุปกรณ์ใดๆ ก็ตามสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งก็คือการอ่านคู่มือ หรือคำแนะนำที่ให้มาพร้อมเมื่อตอนซื้ออุปกรณ์นั้นๆ ดังเช่นตัวอย่างนี้นะครับ โดยคู่มือของเครื่องพิมพ์รุ่นนี้แจ้งว่าให้คลิ้กที่ปุ่ม cancel จากนั้นจึงใส่แผ่นซีดีที่บรรจุโปรแกรมไดรเวอร์ในช่องอ่านแผ่น ต่อมาโปรแกรมติดตั้งก็จะทำงานอัตโนมัติ (หาก
รูปที่ 2 โปรแกรมสำหรับติดตั้งไดรเวอร์ของเครื่องพิมพ์
โปรแกรมไม่ทำงานอัตโนมัติเราสามารถ คลิ้กขวาที่ปุ่ม Start คลิ้กเลือก Explorer เพื่อเปิดหน้าต่างโปรแกรมจัดการแฟ้มข้อมูล จากนั้นคลิ้กไปที่ซีดีรอมไดรฟ์ จะเห็นรายชื่อแฟ้มข้อมูล Setup อยู่ในช่องขวามือ ให้ดับเบิลคลิ้กที่ไฟล์นั้นเพื่อเริ่มติดตั้งโปรแกรม) จะได้ดังรูปที่ 2
เมื่อพร้อมที่จะติดตั้งเครื่องพิมพ์ให้คลิ้กที่ปุ่มติดตั้ง จากนั้นก็ทำตามคำแนะนำของโปรแกรมติดตั้งไปเรื่อยๆ แล้วรอจนกว่าโปรแกรมจะคัดลอกข้อมูลสำเร็จ ซึ่งจะมีหน้าต่างแจ้งให้ทราบ ดังรูปที่ 3
รูปที่ 3 การคัดลอกไฟล์เสร็จสิ้น
จากรูปจะพบว่าโปรแกรมติดตั้งแนะนำให้ตรวจสอบสายสัญญาณ การต่อเชื่อมเครื่องพิมพ์กับเครื่องคอมพิวเตอร์ หากไม่ต้องการยุ่งยากให้ถอดสายสัญญาณที่ต่ออยู่กับพอร์ต USB ออกก่อนแล้วจากนั้นจึงเสียบกลับเข้าไปใหม่ จากนั้นโปรแกรมติดตั้งจะทำการสื่อสารกับเครื่องพิมพ์และพร้อมที่จะติดตั้งไดรเวอร์ให้กับเรา ในช่วงนี้เราก็อาจจะต้องรอสัก 1-2 นาทีครับ และเมื่อโปรแกรมติดตั้งไดรเวอร์เสร็จก็จะมีหน้าต่างแจ้งให้ทราบ ดังรูปที่ 4
รูปที่ 4 การติดตั้งไดรเวอร์สมบูรณ์
จากรูปให้กดปุ่ม “ตกลง” เสร็จแล้วโปรแกรมจะแจ้งให้เราปิดเครื่องแล้วเปิดใหม่ ดังรูปที่ 5
รูปที่ 5 รีเซตเครื่องใหม่
เมื่อเราคลิ้กปุ่ม “ตกลง” เครื่องคอมพิวเตอร์ก็จะดับไปแล้วเปิดขึ้นมาใหม่โดยอัตโนมัติ จากนั้นให้เราตรวจสอบการติดตั้งไดรเวอร์ และกำหนดค่าการทำงานให้กับอุปกรณ์ใหม่ โดยคลิ้กที่ปุ่ม Start คลิ้ก Printer and fax จะได้ดังรูปที่ 6
รูปที่ 6 รายชื่อเครื่องพิมพ์ในระบบ
จากรูปจะเห็นรายชื่อเครื่องพิมพ์ที่เราติดตั้งเข้าไปใหม่ (cannon I 255) ให้คลิ้กขวาที่รูปเครื่องพิมพ์ จากนั้นคลิ้กรายการเมนู Properties เสร็จแล้วจะได้หน้าต่างคุณสมบัติของเครื่องพิมพ์ให้คลิ้กที่แท็บ Port ดังรูปที่ 7
รูปที่ 7 กำหนดค่าการพิมพ์
จากรูปจะพบว่ามีตัวเลือกที่ด้านล่าง 2 ตัวให้คลิ้กเครื่องหมายถูกออกจากตัวเลือก Enabled Bidirectional support โดยถ้ามีเครื่องหมายถูกกาอยู่ในช่องนี้เครื่องพิมพ์จะทำงานผิดพลาด โดยไม่ยอมพิมพ์อะไรออกมา ตรงนี้เป็นทริกที่ทางบริษัทตัวแทนจำหน่ายแจ้งให้ทราบเมื่อโทรไปถาม (แทนที่จะแจ้งไว้ในคู่มือ) แต่เทคนิคนี้อาจจะใช้เฉพาะใน WindowsXP Professional เท่านั้นนะครับ (เพราะไม่ได้ลองกับระบบปฏิบัติการตัวอื่น) จากนั้นก็ทดลองพิมพ์งานได้เป็นปกติ
ขอบคุณที่มา arip.co.th
เหตุไฉนเครื่องพิมพ์จึงพิมพ์งานอืดเป็นเต่า
เพื่อให้ประสิทธิภาพการพิมพ์สูงขึ้นกว่า ที่เป็นอยู่ก็ให้ทำตามขั้นตอนดังนี้
1. เข้าไปในส่วนของ Printer โดยการคลิกที่ Start > Settings > Printers
2. จากนั้น คลิกขวาที่ไอคอนเครื่องพิมพ์ เลือกคำสั่ง Properties เพื่อทำการปรับแต่งค่าของเครื่องพิมพ์
3. คลิกที่แท็บ Details
4. คลิกปุ่ม Spool Setting บริดเวณ ส่วนล่างสุดของไดอะล๊อคบ๊อกซ์
5. คลิกเครื่องหมายถูกหน้าตัวเลือก Print directly to the printer เพื่อรอจนกว่าเครื่องพิมพ์จะพร้อมก่อนจึงจะส่งงานจากโปรแกรมไปยังเครื่องพิมพ์ โดยตรง ซึ่งจะส่งผลให้ทำการพิมพ์ได้เร็วขึ้น ในกรณีที่คุณมีเนื้อที่หรือหน่วยความจำภายในเครื่องน้อย
6. คลิกปุ่ม OK 2 ครั้งทีนี้เครื่องพิมพ์จของคุณก็จะพิมพ์งานเร็วขึ้นทันที
บทความจากเว็บไซต์ bcoms.net
เคล็ดลับการติดตั้ง printer
2.ถ้า เป็น ports usb ห้ามต่อเข้ากับ cpu (ให้ลง drive) ก่อน แต่ ถ้า เป็น Parareal ให้ต่อเข้าcpu ได้เลย
3.เอาแผ่น cd ใส่เข้าไปในเครื่องแล้วรอให้แผ่น autorun เอง แล้ว กดต่อไป หรือ กด next ไป เสร็จแล้ว จะทำการติดตั้ง (จะโหลดจนครบ 100%)
แล้วจะถามว่าจะเลือกติดตั้งเอง หรือ เป็น รูปดอกศรวิ่งไปที่รูป computer เมื่อไหร่ ก็ ให้เสียบ สาย usb เข้ากับ cpu ได้เลย แล้วรอสักพัก จะบอกว่าทำการติดตั้งเสร็จแล้ว
4.แล้วทำการออกได้เลย
ที่มา คอมพิวเตอร์ทูเดย์
Wireless Card จำเป็นหรือไม่? สำหหรับ Printer
ทิปจาก : หนังสือ COMPUTER.TODAY
แก้ปัญหาเครื่องพริ้นเตอร์พิมพ์งานไม่ออก
คุณรู้หรือไม่ว่า ถ้าสายเคเบิ้ลของพริ้นเตอร์เก่า หรือยาวเกินไปจะทำให้สัญญาณที่ส่งจากเครื่อง
พีซีมายังเครื่องพิมพ์ไม่เพียงพอ วิธีแก้ในระยะยาวก็ให้คุณเลือกซื้อสายเคเบิ้ลแบบ IEEE 1284 เส้นใหม่ แต่การแก้ไขเบื้องต้น ให้คุณลองติดตั้งไดร์ฟเวอร์สำหรับเครื่องพิมพ์อีกครั้ง โดยการ ดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ของผู้ผลิตมาใหม่ แล้วเลือก Start > Setting > Printers เพื่อทำการ เปิดโฟลเดอร์ของเครื่องพิมพ์ออกมา เลือกไอคอนของเครื่องพิมพ์ที่ต้องการลบโดยคลิ๊กเม้าส์ขวา แล้วเลือก Delete จากนั้นทำการติดตั้งเครื่องพิมพ์ลงไปใหม่โดยคลิ๊กไอคอน Add Printer ที่ปรากฏอยู่ในโฟลเดอร์ของเครื่องพิมพ์
หากคุณยังไม่สามารถพิมพ์ได้อีก ให้คุณลองเซ็ตค่าของพอร์ต Parallel โดยคลิ๊กเม้าส์ปุ่มขวาที่ My Computer เลือก Properties เลื่อนลูกศรไปยัง Device Manager แล้วดับเบิ้ลคลิ๊กที่ Ports (COM and LPT) ดับเบิ้ลคลิ๊กที่ Printer Port (LPT1) เลือกแถบ Resources และเช็คในกล่อง “Conflicting device list” ที่มี IRQ (Interrupt Request Line) หรือ DMA (Direct Memory Access) หากมีอุปกรณ์อื่นที่ใช้พอร์ต IRQ เดียวกันกับพริ้นเตอร์ ให้คุณ Disable อุปกรณ์ดังกล่าว หรือกำหนดพอร์ต IRQ ให้กับอุปกรณ์นั้นใหม่ การ Disable นี้จะสามารถทำได้โดยค้นหาใน Device Manager ให้คุณเปิดรายการ Properties เลือกแถบ General จากนั้นให้เช็ค Disable in this hardware profile เท่านี้คุณก็จะพิมพ์งานที่ต้องการได้ครับ
สำหรับการตรวจสอบการชนกันของ DMA ทำได้โดยการหาว่าพอร์ตของเครื่องพิมพ์นั้นไปชน กับพอร์ต ECP หรือไม่ (เป็นพอร์ตขนานแบบใหม่ที่ออกแบบมาให้สามรถพิมพ์ได้เร็วขึ้นโดยใช้ DMA ค่าเดิมจะเป็นแบบ Standard, bi-directional และ EPP) แต่หากเครื่องของคุณ สนับสนุนพอร์ต ECP ให้คุณกำหนดพอร์ตขนานเป็นแบบไม่ใช้ DMA โดยปกติจะสามารถ กำหนดค่าได้ในโปรแกรม CMOS บนเครื่องพีซีของคุณ แต่ถ้าหากเครื่องพิมพ์ของคุณไม่
สนับสนุน ECP ให้คุณกำหนดพอร์ตขนานไปแบบที่สามารถเข้ากันได้
อีกทางเลือกหนึ่งคือกำหนดพอร์ตแบบ EPP แต่หากเครื่องพิมพ์ของคุณไม่สนับสนุนวิธีการที่ กล่าวมา ให้คุณกำหนดแบบมาตรฐานที่สามารถเข้ากันได้ดีกับเครื่องของคุณก็เพียงพอแล้ว
ทิปจาก : หนังสือ COMPUTER.TODAY
เทคนิคประหยัดค่าพิมพ์ฯ
อย่าเพิ่งหาว่าผมกวนนะครับ เพราะวิธีที่ดีที่สุดจริงๆ ก็คือ “ถ้าไม่จำเป็น ก็ไม่ต้องพิมพ์” ครับ — รับรองว่าประหยัดสุดๆ เอกสารบางอย่างเราดูกันแค่ครั้งสองครั้ง ถ้าไม่ลำบากเกินไป อ่านจากหน้าจอก็จะช่วยประหยัดเงินได้เยอะทีเดียว แต่ก็อย่างว่าครับ หลายครั้งอาจต้องการเก็บเอกสารเพื่อเป็นหลักฐาน บางครั้งอาจต้องนำไปใช้ขีดๆ เขียนๆ เพิ่มเติม หรือเอาไปอ่านระหว่างเดินทาง หรือเพราะไม่ชินกับการอ่านบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็แล้วแต่ ซึ่งถ้าต้องพิมพ์ออกมาจริงๆ วันนี้ก็มีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ มาฝากกันครับ
http://www.buzzidea.tv/
สุด ท้าย อย่าลืมว่าเอกสารไหนไม่สำคัญ ก็ใช้กระดาษให้คุ้มค่าทั้งสองด้านนะครับ ถ้าครบสองด้านแล้วและไม่ต้องการอีก ก็เก็บรวบรวมไว้ไปบริจาคให้กับมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้ครับ ทางนั้นเค้าจะนำไปใช้เพื่อพิมพ์อักษรเบลล์ตัวนูนเพื่อเป็นหนังสือให้กับคน ตาบอดอ่านได้อีกทอดหนึ่ง โทรติดต่อได้ที่เบอร์โทร มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ 0-2354-8365-68)
ที่มา arip.co.th
แก้ปัญหากระดาษติด Printer อย่าใช้ความรุนแรง
ทิปจาก : หนังสือ COMPUTER.TODAY
ปัจจัยด้านความเร็วของพริ้นเตอร์สำคัญหรือไม่?
เครื่องพิมพ์เลเซอร์ถูกออกแบบมาเพื่องานพิมพ์ที่ต้องการความรวดเร็ว และการใช้งานแบบต่อเนื่อง ดังนั้น ความเร็วควรเป็นปัจจัยแรกๆ ในการเลือกซื้อสำหรับเครื่องพิมพ์เลเซอร์ทั่วไปควรมีอัตตาเร็วในการพิมพ์ประมาณ 6 ถึง 24 หน้าต่อนาทีเป็นอย่างต่ำ แต่ถ้าเครื่องรุ่นใหม่ๆ ระบุสเปกว่าพิมพ์เร็วมากเป็นพิเศษ ก็ต้องระวังเรื่องคุณภาพของงานพิมพ์ที่ออกมาด้วยเช่นกัน พิมพ์เร็วแต่งานออกมาไม่ดีก็ใช่ว่าจะดีนะครับทิปจาก : หนังสือ COMPUTER.TODAY
การเติมหมึก Canon IP1200 IP1600 MP150 (ตลับ 40 50 41 51)
1. ให้เปิดฝาเครื่องเพื่อให้หัวพิมพ์เลื่อนออกมาทางซ้ายสุด
2. ถอดสาย AC POWER แล้วจึงเอาหัวพิมพ์ออก
3. ใส่หัวพิมพ์ก่อนทุกครั้งและค่อยเสียบสาย AC POWER
หมายเหตุ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องถอดหัวพิมพ์ออกหรือใส่หัวพิมพ์จะต้องถอดสาย AC POWER ทุกครั้ง ไม่เช่นนั้นเครื่องจะฟ้องหมึกหมดครับ
การเติมหมึก (ลืมบอกอีกข้อครับ หัวพิมพ์ จะใช้ได้นาน ไม่นาน ขึ้นอยู่กับคุณภาพของหมึกที่ใช้เติมครับ)
ที่มา httpx://www.com-shop.is.in.th
ทำความรู้จักกับหมึกและการเติมหมึก
ศึกษาวิธีการเติมหมึกจากคู่มือ อย่างละเอียด
ศึกษาวิธีการถอด หรือติดตั้งตลับหมึกลงเครื่องพิมพ์จากคู่มือการใช้งานเครื่องพิมพ์
หลีกเลี่ยงการสัมผัสหัวพิมพ์ หรือลายวงจรที่ตลับหมึกโดยตรง
การเติมหมึกให้ได้ผลดีทุกครั้ง ตลับหมึกจะต้องไม่ถูกทิ้งไว้จนแห้งสนิท และยังสามารถพิมพ์งานได้อย่างสมบูรณ์เท่านั้น การทิ้งตลับหมึกไว้นานเกินกว่า 12 ชั่วโมงหรือการใช้งานตลับหมึกในขณะที่งานพิมพ์เริ่มซีดจางลงอาจทำให้หัวพิมพ์เสียหาย และเมื่อนำมาเติมหมึก งานพิมพ์ที่ได้อาจไม่สมบูรณ์เหมือนตลับใหม่
ท่านควรเติมหมึกในขณะที่มีหมึกเหลืออยู่ในตลับประมาณ 5-10% จะได้ประสิทธิภาพมากที่สุด
ตลับหมึก Original สามารถนำมาเติมหมึกได้ประมาณ 4-6 ครั้ง
การส่งซ่อมเครื่องพิมพ์กับบริษัทผู้ผลิตสินค้า (ตามใบรับประกัน) ท่านสามารถส่งซ่อมได้ตามปกติ โดยให้ถอดตลับหมึกออกจากเครื่องแล้วส่งเฉพาะเครื่องพิมพ์เท่านั้น
การตรวจสอบตลับหมึก
การตรวจสอบตลับหมึกก่อนการเติมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งจะทำให้ท่านทราบว่าตลับหมึกของท่าน ยังมีสภาพที่จะนำมาเติมหมึกแล้วใช้งานได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่ โดยมีวิธีการดังนี้
ก่อนนำตลับหมึกออกจากเครื่องพิมพ์ท่านต้องแน่ใจว่าตลับหมึกยังใช้งานได้ตามปกติ
นำกระดาษทิชชูซับที่หัวพิมพ์ สังเกตดูว่ามีน้ำหมึกติดออกมาหรือไม่ ถ้ามีแสดงว่าตลับหมึกของท่านสามารถนำไปเติมหมึกได้ แต่หากไม่มีน้ำหมึกติดออกมาแสดงว่าหัวพิมพ์อาจเกิดการอุดตัน ซึ่งแก้ไขได้โดยนำหัวพิมพ์มาแช่ในน้ำอุ่นประมาณ 20 นาที แล้วซับด้วยกระดาษทิชชูสังเกตดูว่ามีน้ำหมึกติดออกมาหรือไม่ ถ้าไม่มีความทำตามวิธีเดิมอีกครั้ง
เมื่อท่านไม่แน่ใจว่าตลับหมึกยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์หรือไม่ อาจทดสอบโดยการเติมหมึกในปริมาณน้อย ๆ ลงในตลับตามคู่มือการเติมแล้วนำไปใส่ในเครื่องพิมพ์ สังโปรแกรมทดสอบการพิมพ์หรือล้างหัวพิมพ์ หากพบว่าตลับใช้งานได้ดี จึงเติมเพิ่มเข้าไปตามจำนวนที่ระบุในคู่มือ
ปัญหาที่อาจพบหลังการเติมหมึก
1.พิมพ์ไม่ออก งานพิมพ์ซีดจาง หรือพิมพ์เส้นไม่ครบ
สาเหตุ ตลับหมึกของท่านอาจเกิดการอุดตัน
วิธีการแก้ไข อาจแก้ไขได้ในกรณีที่การอุดตันไม่รุนแรง โดยการนำส่วนที่เป็นหัวพิมพ์ไปแช่ในน้ำอุ่นประมาณ 20 นาที แล้วนำมาซับด้วยกระดาษทิชชู หรือใช้
2.กระดาษทิชชูซับที่หัวพิมพ์ แล้วสะบัดขึ้นลงเบา ๆ ประมาณ 2-3 ครั้ง
สาเหตุ หัวพิมพ์ชำรุดเสียหาย หรือหัวพิมพ์หมดอายุการใช้งานก่อนการเติมหมึก
วิธีการแก้ไข ควรแก้ไขด้วยการเปลี่ยนตลับใหม่
3.หมึกหยดขณะพิมพ์ หรือมีสีเพี้ยน
สาเหตุ เกิดจากการเติมหมึกเร็วเกินไป หรือเติมหมึกมากเกินไปทำให้หมึกปนกันระหว่างสี
วิธีการแก้ไข วางหัวพิมพ์ทิ้งไว้จนหมึกหยุดไหลเยิ้มที่หัวพิมพ์ (ห้ามวางบนกระดาษทิชชู)
4.สำหรับตลับหมึกสีซึ่งประกอบด้วย 3 สีหากสีใดสีหนึ่งหมด และยังสั่งพิมพ์อยู่จะทำให้เกิดการปนกันระหว่างสี ที่หัวพิมพ์ทำให้สีเพี้ยน
สาเหตุ สีเพี้ยนบริเวณหัวพิมพ์
วิธีการแก้ไข ใช้กระดาษทิชชูซับบริเวณหัวพิมพ์จนกระทั้งสีหายเพี้ยน
ขอบคุณข้อมูลจาก
FreeJet
www.itcomcenter.com
ขนาดหยดหมึกของเครื่องพิมพ์ภาพ ?
ตอบ: สำหรับกฎการเลือกคุณสมบัติของเครื่องพิมพ์ภาพนั้นง่ายมาก ยิ่งขนาดของหยดหมึกเล็กเท่าไร ก็ยิ่งดีกว่าแน่นอน เพราะมันจะให้ภาพที่พิมพ์ออกมานุ่มนวลกว่า ไม่เป็นปื้ด แข็งโป๊ก เรียกว่า เหมือนออกจากห้องอัดยังไงยังงั้น ส่วนคำแนะนำในเรื่องขนาดของหยดก็คือ ควรจะเล็กกว่า 4 พิโคลิตร และถ้าคุณกำลังมองหาเครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ตที่ดีที่สุดตอนนี้ก็รู้สึกว่าจะทำได้ที่ขนาดหยดหมึกเล็กสุดแค่ 2 พิโคลิตรเองครับ เอาเป็นว่า ลองไปสังเกตดูในสเปกก็แล้วกันนะครับ
ที่มา คอมพิวเตอร์ทูเดย์
เชื่อมต่อเครื่องพิมพ์แบบไร้สาย
ตอบ: ในกรณีที่เครื่องพิมพ์ของคุณมีโมดูล print server ในตัว (เชื่อมต่อกับระบบแลนได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านพีซี) ก็แค่เชื่อมต่อเครื่องพิมพ์ของคุณเข้ากับเราท์เตอร์ เพียงแค่นี้ระบบก็จะยอมให้คุณสั่งพิมพ์แบบไร้สายสำหรับคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในเครือข่ายได้แล้ว แต่ถ้าคุณกำลังมองหาเครื่องพิมพ์ และต้องการโซลูชั่นในลักษณะดังกล่าว แนะนำให้ซื้อเป็นเครื่องพิมพ์ไร้สายไปเลย เท่าที่ทราบยี่ห้อ HP จะมีให้เลือกซื้อหาอยู่เหมือนกัน
ขอบคุณ arip.co.th
เสียบ Printer สายไหนดีระหว่าง Parallel/USB/Ethernet
ทิปจาก : หนังสือ COMPUTER.TODAY
เคล็ดไม่ลับการเติมหมึก เครื่องพิมพ์ HP
1. อย่าปล่อยให้หมึกหมดครับ กรุณาเติมก่อนน้ำหมึกหมดครับ สังเกตว่าถ้าพิมพ์แล้วสีมันเริ่มลาย ๆ หรือดำพิมพ์แล้วเป็นเส้น ๆ ให้หยุดพิมพ์แล้วรีบเติมหมึกครับ มีฉะนั้นหัวใหม้ครับ
2. อย่าเติมหมึกล้นครับ ตลับ 21 มี 2 รุ่น คือรุ่นที่มากับเครื่องจะเติมได้สูงสุดแค่ 3 ซีซี ครับห้ามมากว่านี้ ส่วนรุ่นที่ซื้อหัวพิมพ์ต่างหากและรุ่นอื่น ๆ ของ HP จะเติมได้ 8 ซีซี เป็นส่วนใหญ่นะครับ สังเกตง่าย ๆ ถ้าเติมแล้วมีหมึกเยิ้มที่หัวพิมพ์ นั้นคือล้นแล้ว ถ้าดำให้ดูดออก 1 ซีซี ถ้าเป็นสี ให้ดูดออก 0.5 ซีซีครับ
แต่ถ้าเติมแล้วไม่เยิ้ม แต่ลองเอากระดาษทิชชู่ซับที่หัวพิมพ์แล้วไม่มีหมึกออก ให้เอากระดาษทิชชู่ปิดหัวพิมพ์แล้วให้สบัดแรง ๆ สัก 4-5 ที เพื่อไล่อากาศออกจากหัวพิมพ์ครับ ถ้าซับแล้วมีหมึกออกเป็นรูปสี่เหลี่ยมสวยงาม ก็ใช้ได้แล้วครับ ถ้าเติมล้น จะพิมพ์ได้ไม่เกิน 3 แผ่นครับ จะขึ้น Errer ทันทีครับ(หรือที่เรียกว่าตลับช๊อตครับ)
3. ต้องใช้งานอย่างน้อย อาทิตย์ละ 1 ครั้งนะครับ เพราะจะทำให้หัวตันครับ แต่ถ้าไม่ได้ใช้งานนานกว่า 1 อาทิตย์ ก่อนใช้ ให้เอาหัวพิมพ์มาซับด้วยกระดาษทิชชู่ดูก่อนครับ ถ้าออกสี่เหลี่ยมสวยดีแล้ว ก็ใช้ได้ครับ แต่ถ้าไม่ ให้เอากระดาษทิชชู่ทบกันสัก 5-6 ชั้น แล้วเอาน้ำร้อนมาเทใส่กระดาษ จากนั้นให้เอาหัวพิมพ์ที่ตันมากดซับบนน้ำร้อนที่เทไว้ประมาณ 2 นาที หรือจนกว่าน้ำจะเย็น แล้วเอามาเช็ดด้วยกระดาษสะอาด แล้วลองซับหัวพิมพ์อีกครับ ถ้าออกก็ใช้ได้ ถ้าไม่ออกให้ล้างอีกครั้งครับ
หากทำได้ตามนี้ รับรองได้ครับว่า 1 ตลับสามารถใช้งานได้ไม่น้อยกว่า 1 ปี ลูกค้าปู่ใช้งานได้สูงสุด 2.5 ปีเลยละครับ
ปล. เอามาจากบทความของปู่หมีจ้า
ที่มา mrprint.ksgroup.co.th
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับกระดาษกับเครื่องพิมพ์
กระดาษเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หลายๆ คนมองข้าม และไม่ได้ให้ความสำคัญ หรือเอาใจใส่มากนัก ซึ่งส่งผลให้เครื่องพิมพ์ (Printer) เกิดความเสียหาย และเป็นปัญหามาโดยตลอด ผมเชื่อว่ามากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของปัญหาเครื่องพิมพ์มาจากปัญหาของกระดาษติด และส่งผลให้ฟันเฟืองภายในคอมพิวเตอร์เกิดการเสียหาย เนื่องจากเอาออกผิดวิธี
กระดาษที่เหมาะสำหรับเครื่องพิมพ์
เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (Laser Printer)
กระดาษที่ใช้ควรเป็นกระดาษปกติ ไม่หนาหรือบางเกินไป มาตราฐานที่แนะนำคือ 80 กรัม
ห้ามใช้กระดาษมัน กรอสซี่ หรือกระดาษที่ใช้สำหรับเครื่องพิมพ์ประเภทอื่นๆ เช่น Inkjet เป็นต้น
ถ้าต้องการพิมพ์แผ่นใส แนะนำให้เลือกซื้อรุ่นที่รองรับกับเครื่องพิมพ์เลเซอร์โดยเฉพาะ เพราะมิฉะนั้น แผ่นใสที่เป็นพลาสติก อาจละลายติดภายในเครื่องพิมพ์ได้
ถ้าต้องการพิมพ์สติกเกอร์ ต้องเลือกรุ่นสำหรับเลเซอร์โดยเฉพาะเช่นเดียวกัน ห้าม ! ใส่สติกเกอร์ทั่วไปโดยเด็ดขาด
เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ต (Inkjet Printer)
สามารถใช้กระดาษธรรมดา 80 กรัม พิมพ์ได้
กรณีพิมพ์ภาพถ่าย และต้องการคุณภาพสูง ควรใช้กระดาษสำหรับ Photo โดยเฉพาะ
ข้อแนะนำเกี่ยวกับกระดาษ
ห้ามนำกระดาษที่ใช้แล้ว กลับมาใช้ใหม่ โดยเฉพาะกับเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ต เพราะ หลังจากถูกพิมพ์ไปแล้ว กระดาษจะมีความยุ่ยเกิดขึ้น ถ้านำไปพิมพ์ใหม่อีกครั้ง อาจเกิดประปัญหากระดาษติดได้
สำหรับเครื่องพิมพ์เลเซอร์ กระดาษที่ใช้พิมพ์หมาดๆ ห้ามนำไปใช้ซ้ำ เพราะถ้าน้ำหมึกยังไม่แห้งดีพอ อาจทำให้หมึกติดไปกับอุปกรณ์ภายใน ทำให้เวลาพิมพ์ครั้งต่อไป เกิดรอยสกปรกได้
เลือกกระดาษที่ใช้ให้เหมาะสมกับเครื่องพิมพ์แต่ละประเภท ห้ามนำมาใช้รวมกันโดยเด็ดขาด
อีกหนึ่งเหตุผลที่ไม่แนะนำให้ใช้กระดาษใช้ซ้ำ (Reuse) โดยเฉพาะกับองค์กรที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก จากประสบการณ์จริง คนส่วนใหญ่มักจะละเลย เศษแม็ก คลิป รวมทั้งใช้กระดาษที่บางเกินไป หรือกระดาษยับ และส่งผลให้เวลาพิมพ์ติด ส่วนการนำกระดาษที่ติดออก ก็มักจะรุนแรงกับเครื่องพิมพ์ และไม่ได้นำออกแบบถูกวิธี ผลสุดท้ายเครื่องพิมพ์พัง ต้องส่งซ่อม.. รู้แล้วอย่างนี้ ก็ลองนำไปพิจารณาดูกันน่ะครับ..
it-guides.com
การเลือกซื้อ ปริ้นเตอร์ ให้เหมาะสมกับงาน
ประเภทของพรินเตอร์นั้นที่เห็นอย่างชัดเจนในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกันถึง 4 ประเภท มีการพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น การใช้งานมีความหลากหลายมากขึ้นแบ่งได้ดังนี้ครับ
1.ประเภท Dotmatix เหมาะสมสำหรับห้างร้าน ผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง หรือผู้ใช้ที่ต้องการเครื่องพรินเตอร์ที่สามารถทำสำเนาได้
พรินเตอร์ประเภท Dotmatix นี้การพิมพ์โดยใช้หัวเข็ม ไม่ได้ใช้เป็นหัวพ่นจึงไม่จำเป็นจะต้องซื้อน้ำหมึกแต่ต้องซื้อผ้าหมึกแทนคล้ายๆกับเครื่องพิมพ์ดีดแบบปกติทั่วไป ทำให้ผู้ใช้ประหยัดเงินค่าซื้อน้ำหมึกไปได้มาก เนื่องจากผ้าหมึกมีอายุการใช้งานสูงกว่าใช้น้ำหมึกมากหลายเท่า จึงเหมาะกับการใช้งานในสำนักงานที่ต้องการใช้พิมพ์เพียงเอกสารแบบปกติ อย่างพวกใบเสร็จต่างๆ และงานพิมพ์ทั่วไป ในด้านการใช้งานตัวเครื่องมีความยืดหยุ่นสูง สามารถใช้ได้กับกระดาษหลายประเภท
การเลือกซื้อพรินเตอร์ประเภทนี้เรื่องความละเอียดในการพิมพ์เรามองข้ามไปได้เลย เพราะปกติของพรินเตอร์ Dotmatix ค่าความละเอียดสูงสุดแล้วอยู่ที่ 360x360 จุดต่อตารางนิ้วทั้งหมด จำนวนหัวเข็มของเครื่องพิมพ์จะมีตั้งแต่ 24 หัวเข็ม 32 หัวเข็ม ยิ่งจำนวนหัวเข็มมากก็จะทำให้งานที่พิมพ์ออกมามีความละเอียดขึ้น ความเร็วในการพิมพ์ตัวอักษรมีตั้งแต่ 192 ต่อCPS, 240, 264, 300, 360, 375, 390, 400, 432, 450 จนถึง 504 ต่อCPS
สิ่งสำคัญต่อมาเป็นจำนวนที่สำเนาที่เครื่องสามารถทำได้ เช่น 1 ต้นฉบับ 3 สำเนา, 1 ต้นฉบับ 4 สำเนา ไปจนถึง 1 ต้นฉบับ 7 สำเนา ส่วนนี้แล้วแต่ความต้องการของผู้ใช้ครับ กระดาษก็เป็นเรื่องสำคัญครับแต่ในพรินเตอร์ Dotmatrix แล้วจะใช้กระดาษต่อเนื่องที่เป็นทำเป็นสำเนา ความกว้างของกระดาษก็เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงครับ ถ้าเครื่องพิมพ์มีความกว้างของกระดาษไม่พอ ก็ทำให้ไม่สามารถพิมพ์งานได้ครับ ในส่วนอื่นๆ ก็เหมือนๆกันไม่ได้แตกต่างกันมาก ช่องต่อพอร์ต เป็น Parallel โดยส่วนใหญ่ มีไม่กี่รุ่นที่ต่อพอร์ต USB ได้ด้วย ที่น่าพิจารณาก็อยู่ตรงที่หน่วยความจำบัฟเฟอร์ยิ่งมากยิ่งดีครับเพราะเครื่องจะมีความยืดหยุ่นในการทำงานสูงขึ้น
2. ประเภท Inkjet เหมาะสมสำหรับการใช้งานโดยรวม สามารถพิมพ์เอกสาร รูปภาพที่เป็นขาว-ดำ และสีได้ เหมาะสมกับผู้ใช้ทั่วไปทุกระดับตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา ไปจนถึงสำนักงานใหญ่ ๆ และกำลังได้รับความนิยมมากที่สุดในตลาดบ้านเราขณะนี้ เนื่องจากมีราคาตั้งแต่ไม่กี่พันบาท ไปจนถึงหลักหมื่นเลย
เนื่องมาจากว่าเครื่องพรินเตอร์ประเภทนี้มีขายในตลาดบ้านเรามากมายหลายรุ่นจริงๆ
ในแต่ละรุ่นมีการทำงานที่แตกต่างกันหลายอย่าง คือมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน พรินเตอร์ประเภทInkjet พิมพ์งานโดยใช้ตลับน้ำหมึก เวลาเลือกซื้อต้องดูด้วยว่ารุ่นนี้ใช้ตลับน้ำหมึกแบบไหนรุ่นอะไร ตลับสีและดำ ราคาเท่าไรแต่ละแบรนด์ราคาตลับหมึกถูกบ้างแพงบ้างต่างกันไป เรื่องของคุณภาพของน้ำหมึกมีข้อแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยบ้างรุ่นตลับสีแบบรวมไม่ได้แยกเป็นสี ตรงจุดนี้แบบรวมจะมีข้อเสียเล็กน้อยที่ถ้าตลับสีแบบรวมสีหนึ่งสีใดหมดต้องเปลี่ยนทั้งตลับเลย ไม่เหมือนกับแบบแยกสีที่ถ้าสีใดหมดก็เปลื่ยนเพียงสีนั้นสีเดียวได้แต่ปัจจุบันรุ่นใหม่ๆที่ใช้ตลับหมึกสีแบบรวมมีเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้น้ำหมึกสีหมดแบบพอๆกัน เพื่อนำมาแก้ปัญหาตรงจุดนี้ หากผู้ใช้เน้นทำงานกราฟิกเป็นส่วนใหญ่ขอแนะนำให้ใช้พรินเตอร์ที่มีตลับหมึกสีแยกจะดีกว่าเพราะจะประหยัดกว่ามากครับ ส่วนผู้ใช้ที่เน้นการทำงานปกติ มีพิมพ์ภาพบ้างใช้แบบตลับหมึกสีรวมก็พอแล้วครับ
ค่าความละเอียดของตัวเครื่องให้เลือกที่ความเหมาะสมดูไม่ควรต่ำกว่า 1200x1200 จุดต่อตารางนิ้ว สำหรับผู้ที่ใช้งานปกติ ตรงนี้ไม่ใช่ว่าความละเอียดต่ำกว่านี้จะไม่ดีนะครับ แต่เพื่อการทำงานในอนาคตและราคาก็แตกต่างกันเล็กน้อย สำหรับผู้ที่ทำงานกราฟิก ออกแบบน่าจะเลือกความละเอียดประมาณ 4800x1200 จุดต่อตารางนิ้ว ขนาดช่องใส่กระดาษก็ปกติ A4 หากมีทุนหน่อยก็เลือกเครื่องที่ใส่กระดาษขนาด A3 ได้ไปเลย
ส่วนช่องพอร์ตจะมีตั้งแต่ Parallel, USB 1.1/2.0 ให้เลือกที่เป็น USB ครับเพราะการรับส่งข้อมูลจะเร็วกว่าแบบParallel เรื่องราคาอยู่ที่ความพอใจเลยครับ ราคาถูกประสิทธิภาพการทำงานต่างก็ลดลงเช่นกัน ถ้าต้องการเครื่องที่มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงก็ลงทุนหน่อยนะครับ
ปัจจุบันนี้เครื่องพรินเตอร์แบบ Inkjet สามารถจะพิมพ์รูปภาพจากกล้องดิจิตอลโดยตรงได้โดยที่ไม่ต้องเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือสามารถอ่านสื่อบันทึกข้อมูลแบบ Memory Stick, MulitMedia Card(MMC), Secure Disk(SD), CompactFlash (CF) และ XD เหมาะสำหรับหรับผู้ใช้ที่มีกล้องดิจิตอลอยู่แล้วต้องการเครื่องพรินเตอร์ที่สามารถพิมพ์ภาพได้ บางรุ่นก็มีหน้าจอบนตัวเครื่องทำให้สามารถเลือกดูภาพจากตัวเครื่องพรินเตอร์ได้ก่อนที่จะพิมพ์ บางรุ่นก็ไม่มีแต่ก็สามารถดูภาพที่ตัวกล้องแทนได้ ในส่วนกระดาษที่ใช้ถ้าเป็นการพิมพ์เอกสารธรรมดาประเภท Word, Excel ควรจะใช้กระดาษที่ใช้ควรจะเป็นกระดาษที่มีความหนา 80 แกรมขึ้นไปครับ เพราะความหนาของกระดาษจะช่วยให้ตัวอักษรที่พิมพ์ออกมาอีกความคมชัดด้วย ถ้าเป็นการพิมพ์รูปภาพ ควรจะใช้กระดาษโฟโต้เหมาะที่สุดครับ คุณภาพในด้านสีและความละเอียดที่ออกมาจะทำให้สามารถแสดงสีได้ไม่ผิดเพี้ยนมากเกินไป
3. ประเภท Laser เหมาะสมกับการใช้งานร่วมกันในผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการความละเอียด สำนักงานขนาดเล็ก ไปจนถึงขนาดใหญ่ที่มีงานเอกสารปริมาณที่มาก
สำหรับพรินเตอร์ประเภท Laser นับว่ามีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลยในตลาดบ้านเราเมื่อเทียบกับการทำงานทั่วไปของพรินเตอร์ประเภทนี้กับเครื่องพรินเตอร์ประเภท Inkjet จุดแตกต่างที่เห็นกันอย่างชัดเจนคงต้องเป็นในเรื่องของปริมาณการพิมพ์ที่พรินเตอร์ประเภทเลเซอร์ สามารถพิมพ์ได้จำนวนมากกว่า ใส่กระดาษได้มาก รวดเร็วกว่าในการพิมพ์ในจำนวนมากๆ มีความคมชัดสูงทั้งพิมพ์สี ขาวดำและยังสามารถแชร์การทำงานกับผู้ใช้หลายคนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าประเภทอื่น ในปัจจุบันนี้เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์พรินเตอร์ได้มีการนำออกมาวางจำหน่ายกันมากมายหลายรุ่น โดยในแต่ละรุ่นก็จะมีประสิทธิภาพและฟังก์ชันในการทำงานที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถเลือกซื้อเลเซอร์พรินเตอร์ที่เหมาะสมกับลักษณะงานและปริมาณงานในองค์กรของตนให้มากที่สุด ส่วนในเรื่องของราคานั้นอาจจะมีราคาสูงนิดหน่อย แต่ก็คุ้มค่าครับ กับประสิทธิภาพที่ดีกว่ามีความยืดหยุ่นในการทำงานสูง ส่วนในการเลือกซื้อควรดูที่ฟังก์ชันการทำงานเป็นหลักว่าเหมาะสมกับงานของเราหรือเปล่า ถ้ามีฟังก์ชันมากก็จะทำให้ผู้ใช้สะดวกมากขึ้น สำหรับในการทำงานร่วมกันหลายคน
ในด้านความละเอียดให้ดูที่ความเหมาะสมกับงาน แนะนำว่าพรินเตอร์เลเซอร์เหมาะมากครับสำหรับการใช้งานในสำนักงาน ดูจะไม่เหมาะเท่าไรนักถ้าจะซื้อมาใช้งานส่วนตัวเพราะโดยส่วนใหญ่แล้วเครื่องประเภทนี้เน้นสนับสนุนระบบเน็ทเวิร์กเป็นหลักครับ ในด้านความละเอียดของเครื่อง Laser มีความละเอียดทั้งแต่ 600 x 600 จุดต่อตารางนิ้ว ไปจนถึง 1200 x 1200 จุดต่อตารางนิ้ว ความเร็วในการพิมพ์ก็มีส่วนสำคัญครับ ความเร็วในการพิมพ์ของเครื่อง Laser ก็สามารถพิมพ์ในโหมดขาว - ดำได้ตั้งแต่ 10 แผ่นต่อนาทีขึ้นไป ส่วนโหมดสีตั้งแต่ 6 แผ่นต่อนาทีขึ้นไป
ต่อมาก็มาดูที่หน่วยความจำของเครื่องพรินเตอร์ ส่วนใหญ่ใน Laser พรินเตอร์จะติดตั้งหน่วยความจำตั้งแต่ 8 MB, 16 MB, 32 MB ไปจนถึง 96 MB แต่ก็สามารถเพิ่มเติมได้อีก ยิ่งมีหน่วยความจำมากเท่าไหร่ก็จะทำให้เครื่องพิมพ์สามารถประมวลผล และรับงานในปริมาณที่มาก พิมพ์งานออกมาได้รวดเร็วขึ้น
ลำดับต่อมาเป็นการเชื่อมต่อมีตั้งแต่ Parallel, USB 1.1/2.0, Ethernet ในส่วนนี้แล้วแต่ผู้ใช้ครับ แต่ขอแนะนำให้เลือกใช้ที่เป็นการเชื่อมต่อแบบ USB 1.1/2.0 ดีกว่าครับ เพราะจะทำให้การส่งข้อมูลมีความรวดเร็วกว่าแบบอื่น
โทนเนอร์ก็มีส่วนสำคัญครับ ถ้าราคาโทนเนอร์แพงก็ไม่คุ้มค่าที่จะใช้งานต้องระมัดระวังในส่วนนี้ด้วย
กระดาษที่ใช้กับเครื่อง Laser สามารถใช้กระดาษขนาด A4 บางรุ่นก็สามารถพิมพ์กระดาษขนาด A3 ได้ ส่วนถาดใส่กระดาษใน Laser บางรุ่นสามารถเพิ่มถาดกระดาษได้ เหมาะสำหรับงานที่มีปริมาณเอกสารมาก ไม่ต้องกังวลว่าปริมาณกระดาษจะพอไหม ในส่วนการใช้งาน Laser พรินเตอร์แบบขาว- ดำเหมาะสำหรับผู้ใช้ที่เน้นงานเอกสารเป็นหลัก ไม่ต้องการพิมพ์รูปภาพ หรือข้อความที่เป็นสี ทำให้ได้ตัวอักษรที่คมชัดกว่าเครื่องพรินเตอร์ Inkjet หลายเท่า ส่วน Laser พรินเตอร์แบบสีเหมาะสำหรับผู้ใช้ที่เน้นงานด้านรูปภาพ แต่ก็มีงานด้านเอกสารด้วย
4.ประเภท Multifunction น้องใหม่ที่ออกมาพร้อมอุปกรณ์ทำงานที่ครบเครื่องทั้ง พิมพ์ สแกน ก๊อปปี้ และส่งแฟกซ์ คุ้มค่ากับราคาที่น่าลองสำหรับเครื่องมัลติฟังก์ชันหรือออลอินจะเป็นการนำเอาความสามารถและฟังก์ชันการทำงานของอุปกรณ์ต่อพ่วงหลัก ๆ มารวมเข้าไว้ด้วยกันอย่างครบชุด ซึ่งประกอบไปด้วย เครื่องพรินเตอร์ เครื่องสแกนเนอร์ เครื่องถ่ายเอกสาร และเครื่องแฟกซ์ แต่สำหรับเครื่องมัลติฟังก์ชั่นในบางรุ่นอาจจะไม่ได้รวมเอาเครื่องแฟกซ์มาด้วยก็ได้ แต่หลัก ๆ อย่างไรก็สามารถพิมพ์งาน สแกน และถ่ายเอกสารได้ครับ ส่วนการทำงานของเครื่องมัลติฟังก์ชันมีการพัฒนาในเรื่องของการทำงานให้มีการทำงานร่วมกันได้อย่างเต็มที่มากขึ้น อย่างที่เราจะเห็นได้จากฟังก์ชันในการถ่ายเอกสารนั่นเองซึ่งจะเป็นการประสานงานในการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องสแกนเนอร์กับพรินเตอร์ นอกจากนี้ยังได้มีการเพิ่มฟังก์ชันในการสั่งงานบางอย่างที่จะช่วยให้การถ่ายเอกสารทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้นด้วย อย่างเช่น การย่อหรือขยายเอกสาร การทำสำเนา หรือจะเป็นการปรับเลือกโหมดการถ่ายเอกสารสีหรือการถ่ายเอกสารขาว-ดำได้ เป็นต้น
ถ้าเครื่องมัลติฟังก์ชันที่มีแฟกซ์ในตัวเราจะสังเกตได้จากแผงควบคุมที่จะมีปุ่มสำหรับกดเลขหมายโทรศัพท์ได้ครับ สำหรับกลุ่มผู้ใช้ที่เหมาะสำหรับเครื่องมัลติฟังก์ชันนี้จะมีทั้ง กลุ่มธุรกิจองค์กรทั้งขนาดเล็กและขนาดกลาง โฮมออฟฟิศ และกลุ่มผู้ใช้งานตามบ้าน ซึ่งสำหรับกลุ่มผู้ใช้งานตามบ้านนั้นในตอนนี้กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะทางผู้ผลิตทั้งหลายต่างก็ได้ส่งเครื่องมัลติฟังก์ชันราคาประหยัดลงมาทำตลาดกัน ซึ่งจะมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณสี่พันกว่าบาทเท่านั้นในการเลือกซื้อเครื่องมัลติฟังก์ชัน เราอาจจะพิจารณาจากความละเอียดในการพิมพ์เป็นอันดับต้น ๆ ก็ได้ แต่สำหรับการซื้อมัลติฟังก์ชันนั้นต่างกันเนื่องจากมัลติฟังก์ชันเป็นอุปกรณ์แบบรวมชิ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราคาดหวังว่าในการพิมพ์ต้องมีความละเอียดเท่านี้ สแกนเนอร์ต้องสแกนงานได้ที่ความละเอียดเท่านี้นั้นเป็นเรื่องที่กำหนดได้ยาก ถ้าให้ดีเราควรเลือกซื้อตามความต้องการและความเหมาะสมในการใช้งานเป็นหลักดีกว่า
ที่มาบทความ อินเทอร์เน็ต
เครื่องพิมพ์,พิมพ์,printer,canon,cannon,epson,hp,brother,print,ราคาถูก,ลดราคา,ปริ้นเตอร์ราคาถูก,แทงค์,inktank,tank,ink tank,dupicator,duplicator,เครื่องดุ๊ป,เครื่องดุป,ดุ๊ป,ก๊อปปี้แผ่น,เครื่องก๊อปปี้ซีดี,วีซีดี,ซีดี,เครื่องdup,dup,เครื่องปริ้นเตอร์,เครื่องพริ้นเตอร์,เครื่องปริ้น,เครื่องพริ้น,เครื่องปรินเตอร์,เครื่องพรินเตอร์,ขายปริ้นเตอร์,ขายปรินเตอร์,ขายพริ้นเตอร์,ขายพรินเตอร์,หมึกปริ้นเตอร์,หมึกพริ้นเตอร์,อิ๊งค์,อิ๊งค์แทงค์,อิงค์แทงค์,อิ้งค์แทงค์,อิ๊งค์แท้งค์,อิ๊งค์แท๊งค์,อิ๊งแท็งค์,แทงค์,แท็งค์,แท๊งค์,เครื่อง ก๊อปปี้แผ่น,เครื่อง ก๊อปปี้แผ่น ซีดี ดีวีดี,เครื่องก๊อปปี้แผ่นซีดี,เครื่องก๊อปปี้แผ่นดีวีดี,เครื่องไรท์ซีดี วีซีดี,เครื่องไรท์ซีดี,เครื่องไรท์วีซีดี,R230,r230,r 230,inkjet,น้ำหมึก,ขายหมึกพิมพ์,อะไหล่ปริ้นเตอร์,อะไหล่พริ้นเตอร์,อะไหล่เครื่องพิมพ์,อุปกรณ์เครื่องพิมพ์,อุปกรณ์พริ้นเตอร์,อุปกรณ์ปริ้นเตอร์,อุปกรณ์ปรินเตอร์,อุปกรณ์พรินเตอร์,แคนนอน,เครื่องพิมพ์แคนนอน,HP,HP 1000,HP1000,1010,1020,ตัวดึงกระดาษตัวแยกกระดาษ,Epson cd sheet ,ถาดปริ้นซีดี,ถาดปริ้น,
การติดตั้งแทงค์พริ้นเตอร์มีข้อดีข้อเสียอย่างไร
ข้อดีเสียขึ้นอยู่กับปัจจัยต่อไปนี้
1. หมึกที่เติม หากร้านที่รับเติมหมึก หรือ รับติดตั้ง อิงค์แท้งค์ ใช้หมึกเติมเกรดต่ำ
จะทำให้หัวพิมพ์อุดตันได้ง่าย ท่านควรแน่ใจก่อนว่าร้านใดใช้หมึกที่ได้คุณภาพ
2. การติดตั้งควรติดตั้งด้วยช่างที่มีประสบการณ์ความชำนาญ ซึ่งถ้าช่างที่ติดตั้งเดินระบบไม่ดี คือเดินสายรกรุงรัง สายระโยงระยาง จะทำให้หัวพิมพ์วิ่งไปติดขัด ทำให้เฟืองรูดหรือหักได้
ข้อเสียที่ท่านควรรู้
ก่อนจะติดตั้ง อิงค์แท้งค์ ควรรู้ไว้ด้วยว่า ติดตั้งแล้วเครื่องปริ้นเตอร์จะหมดประกันทันที แต่บางร้านจะมีบริการส่วนนี้เพิ่มเติมขึ้นมา ให้ท่านแน่ใจว่า ทางร้านจะมีการรับประกันดูแลเครื่องให้
คำถามมีอยู่ว่าทำไมต้องติดตั้ง อิงค์แท้งค์
1. จำเป็น เมื่อคุณต้องการปริ้นเอกสารเป็นจำนวนมาก
2. ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายเรื่องหมึก เมื่อเทียบราคาต่อจำนวนแผ่น ติดตั้ง inktank จะถูกกว่ามาก
3.ช่วยยืดอายุปริ้นเตอร์ของท่านได้ และทำไม 
ก่อนอื่นมาดูหลักการของ inkjet กันก่อน
ปริ้นเตอร์ inkjet จะมีเข็มความร้อนเผาให้น้ำหมึกเกิดความร้อนจนพุ่งออกมาเป็นไอลงบนกระดาษ เหมือนกาต้มน้ำจนน้ำเดือดออกมาเป็นไอน้ำ ดังนั้นหากคุณใช้วิธีเติมแล้วปริ้น หากหมึกในตลับหมดเมื่อไหร่คุณไม่รู้ แล้วเครื่องก็ปริ้นต่อไปเรื่อง จะทำให้หัวพิมพ์เกิดความร้อนและช๊อตได้ เหมือนกับขับรถที่ไม่มีน้ำในหม้อน้ำ รถก็จะระบายความร้อนไม่ได้ เครื่องก็จะไหม้ อีกข้อคือ น้ำหมึกจะทำหน้าที่ล่อเลี้ยงหัวพิมพ์เอาไว้ไม่ให้หัวตัน เมื่อเราซื้อเครื่องปริ้นมาใหม่ๆ หมึกยังเต็มตลับ จะมีพื้นที่อากาศอยู่เล็กน้อย เวลาเราปริ้นหมึกก็จะลดลงไปเรื่อย และจะมีพื้นของอากาศเพิ่มมากขึ้น อากาศจะเป็นตัวทำให้หมึกแห้งและทำให้หัวพิมพ์ตันได้
แต่การติดตั้ง อิงค์แท้งค์เมื่อเราปริ้นหมึกจะลดลงเช่นกันแต่จะลดลงที่ Tank ด้านนอกแต่ข้างในตลับจะเต็มอยู่ตลอดเวลา จะมีน้ำหมึกล่อเลี้ยงหัวพิมพ์ตลอดทำให้โอกาสตันน้อยลง ดังนั้น การติดตั้ง อิงค์แท้งค์เข้าไปจะยิ่งทำให้เครื่องมีอายุการใช้งานที่นานขึ้น
วิธียืดอายุการใช้งานเลเซอร์พริ้นเตอร์
พรินเตอร์ เป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญส่วนหนึ่งของการใช้งานคอมพิวเตอร์ และใน
ปัจจุบัน เลเซอร์ พรินเตอร์ ถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์สำนัก
งานที่มีความจำเป็นสำหรับทุกองค์กร รวมถึงมีไว้ใช้
งานในบ้านพักอาศัย โดยในเลเซอร์ พรินเตอร์ ทุกเครื่องอุปกรณ์ที่สำคัญของเลเซอร์ พรินเตอร์ ก็คือ Fuser
Fuser (ชุดทำความร้อน) เปรียบเสมือนเตารีด ซึ่งโดยทั่วไปหลักการทำงานของเลเซอร์ พรินเตอร์ ประกอบไปด้วย 2 ขั้นตอน ดังนี้
เครื่องจะทำการรับข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ และนำข้อมูลที่ได้มายิงแสงเลเซอร์ผ่านกระจกหมุนแล้วสะท้อนไปยังลูกกลิ้งของโทนเนอร์ ทำให้เกิดประจุไฟฟ้าสูบผงหมึกติดขึ้นมาแล้วไปแปะบนกระดาษ เป็นภาพหรือตัวอักษรตามที่เราต้องการ
จากนั้นผงหมึกที่อยู่บนกระดาษก็จะถูกนำไปรีดความร้อนโดย Fuser ทำให้ผงหมึกละลายติดแน่นบนกระดาษ หาก Fuser มีปัญหา ก็จะพบว่าเมื่อเอามือป้ายบริเวณที่พิมพ์ หมึกก็จะหลุดออกมาเป็นฝุ่นผงนั่นเอง
การตรวจสอบความเสียหายของ Fuser Film
สาเหตุพื้นฐานของอาการเสีย
กระดาษติด เนื่องจากไม่มีการคลี่กระดาษที่ดีก่อนนำใส่เครื่องหรือกระดาษมีรอยยับ
มีสิ่งแปลกปลอมอื่น ๆ ติดอยู่ในเครื่อง เช่น ลวดเย็บกระดาษ, คลิปหนีบการะดาษ ซึ่งมักจะเกิดบ่อยกับการนำกระดาษเก่ามาใช้ใหม่
การนำกระดาษออกผิดวิธี เช่น การนำเครื่องมือหรืออุปกรณ์บางอย่างเข้าไปงัดแงะเวลากระดาษติด หรือดึงกระดาษที่ติดอย่างแรงด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง
ตัวอย่างอาการเสียของ Fuser ที่พบบ่อยได้แก่ แผ่นฟิล์มที่ Fuser ฉีกขาด, กระดาษติด, Pressure Roller ฉีกขาด, กระดาษจำนวนมากติดอยู่ภายในชุด Fuser, ลวดเย็บกระดาษติดอยู่ภายใน ดังรูปตัวอย่างต่อไปนี้
แผ่นฟิล์มที่ Fuser ฉีกขาด จะมีลักษณะต่างๆดังรูปที่ 2 ถึง 15
ข้อมูลจาก : The Value Systems Co., Ltd.
http://www.itcomcenter.com/

























